Make your own free website on Tripod.com

บทที่  3    ฝ่าวิกฤติกลาง Area-X            

                            อาซิเธโอ..ฉุดข้อมือน้อยๆของน้องสาวดึงร่างเธอขึ้นมาบนยานเซวีนัสอย่างอ่อนโยน  
                           เธอรบเร้าเขามานานแล้ว   แต่เขาก็บอกผัดเธอไปหลายครั้ง   เป็นเพราะต้องรอให้ยานลำนี้ผ่านการตรวจสอบระบบความปลอดภัยก่อน จึงสามารถพายานออกสู่อวกาศได้   แต่วันนี้เห็นเธอหงุดหงิด ไม่แจ่มใส เพื่อเอาใจน้องเขาจึงต้องใช้วิธีนี้
                            ยานเซวีนัสเป็นยานบินระยะไกล รูปทรงสวยขนาดลำกระทัดรัด     ความเร็วสูงสุดของมันอยู่ระดับกลางคือประมาณ 20.5 เท่าของความเร็วแสง    เขาเป็นคนเขียนแปลนและวางระบบต่างๆภายในยานเอง จากนั้นส่งให้ช่างวิศวกรสร้างมันขึ้น
                           นี่เป็นผลงานชิ้นที่เขาภาคภูมิใจมาก   และยิ่งรู้สึกมีความสุขที่สุดเมื่อได้นำผลงานนี้มาแสดงให้คนที่เขารักที่สุดได้ชื่นชมกับมันด้วย เด็กสาวมีสีหน้าตื่นเต้น ยื่นมือไม้จับปุ่มโน้นปุ่มนี้อย่างซุกซน แต่ก็ถูกเขาคว้าห้ามไว้ได้ทุกครั้ง
                            "    ให้เข้ามาดูเฉยๆ...อย่าแตะต้องอะไรสิ   ..."
                            "    โธ่..พี่ชาย   ไหนๆก็เข้ามาแล้ว   ทดลองขับให้ดูด้วยไม่ได้หรือ   ..."
                            "    ไม่ได้..ยานลำนี้ยังไม่ได้รับรหัสผ่าน..ยังไม่สามารถนำยานออกไปได้..."
                             "     งั้นก็ขับเที่ยวแค่ภายในชั้นบรรยากาศไม่ต้องออกไปนอกอวกาศก็ได้นี่นา...."
                            เมื่อเห็นเขานิ่ง สีหน้าครุ่นคิดลังเล   เธอรีบสรุปทันที    "  มา...ให้น้องขับเองนะ..ขอยืมบัตรให้น้องสิ...."
                           บัตรที่ว่า เป็นบัตรแข็งที่คาดแผ่นแม่เหล็ก ซึ่งบรรจุข้อมูลหลายอย่าง ซึ่งรวมทั้ง account ประจำตัวของเขา เป็นทั้งบัตรประจำตัวแสดงฐานะ บัตรตอบรับการสื่อสารและบัตรขับยาน
                           เขามองลึกเข้าไปในดวงตาสุกใสกระตือรือล้นคู่นั้น   รู้สึกหัวใจอ่อนไหวคล้อยตาม แทบไม่รู้ตัวว่ากำลังล้วงบัตรออกจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้เธอ   แต่แล้วเสียงสัญญาณติ๊ดๆ จากเครื่องสื่อสารบนข้อมือดังพลันดัง ฉุดสติเขาไว้รีบชะงักมือไว้ทัน   เปลี่ยนเป็นเสียบบัตรใส่ในร่องของเครื่องมือสื่อสาร บนแผงควบคุมคอมพิวเตอร์ของยานเซวีนัส เด็กสาวทำหน้าย่นด้วยความขัดใจ   ขณะจะร้องต่อว่า  พลันภาพใบหน้าสง่าภูมิฐานของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นในสัญญาณภาพโฮโลแกรม
                         "    พระบิดา...."   ทั้งสองพี่น้องอุทานเบาๆแทบพร้อมเพรียงอย่างคาดคิดไม่ถึง   รีบสงบสำรวมกิริยาอย่างรวดเร็ว
                           "   อาซิเธโอ..ที่มาริกัสเกิดเรื่องใหญ่..ลูกได้ข่าวอาซิคาลอสแล้วหรือยัง   "
                           "    ยัง..."   เสียงของเขาสั่นโดยไม่รู้ตัว  
                          อาเซนธาเรียพลอยใจหายวาบ    "  พระบิดา..เกิดอะไรขึ้นกับพี่อาซิคาลอส..."                    
                            "    ก็ภาวนาว่าอย่าให้มีอะไรที่ร้ายแรง...พวกลูกกลับวังมาก่อนเถอะ..แล้วพ่อจะเล่าให้ฟัง..."


                        ที่แท้เอลลาโกส่งคณะราชฑูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับเมลาเนียล   คิงเมลาเนียลจึงส่งรัชทายาทอาซิคาลอสเป็นตัวแทนพระองค์ไปต้อนรับ แต่แล้วไม่คาดคิด กลับมีจารชนแฝงเข้ามากับคณะราชฑูต    ลอบขโมยข้อมูลลับสำคัญของฐานอวกาศแล้วขับยานหลบหนีไปได้    สองรัชทายาทแห่งสองดาราจักรนำกำลังออกติดตาม   แต่อาซิคาลอสโชคร้ายพลัดหลงเข้าไปใน   Area-X ทั้งคนและยานพร้อมทหารผู้ติดตามสองคนหายสาปสูญ   จนบัดนี้ยังตามหาสัญญาณไม่พบ
                          Area-X   เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในอวกาศที่ยังอธิบายไม่ได้ชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดหมอกอวกาศครอบคลุมขึ้นเป็นบริเวณกว้าง ปิดสกัดสัญญาณสื่อสารทุกชนิด    Area-X จะไม่อยู่กับที่ แต่จะเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง และพัดพาเอาวัตถุที่อยู่ภายในเคลื่อนที่ตามไปด้วย   
                          หลังจากทราบข่าวของพี่ชาย อาเซนธาเรียรู้สึกแทบล้มทั้งยืน   เธอเคยอ่านเรื่องปรากฏการณ์ Area-X จากในตำรา จวบจนเรื่องเกิดกับคนใกล้ชิด จึงค่อยรู้สึกว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวเหลือเกิน   หวนนึกถึงพื้นที่นั้นที่กำลังเคลื่อนตัวออกห่างไปเรื่อยๆ เท่ากับพรากเอาพี่ชายอันเป็นที่รักห่างจากไป ไม่รู้เมื่อใดจะสามารถหวนกลับมาอีก
                          หรือว่าเธอต้องเสียพี่ชายไปในสภาพแบบนี้จริงๆ.....
                          จากเหตุการณ์ครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์หลายคนถูกส่งไปยังมาริกัสเพื่อค้นหาสมมุติฐานและแก้ไขปรากฏการณ์ Ares-X ี้คิงเมลาเนียลถึงกับเสด็จไปควบคุมการติดตามค้นหาองค์รัชทายาทด้วยพระองค์เอง   เจ้าชายอาซิเธโอก็ตามเสด็จไปด้วย
                          และแน่นอน...เจ้าหญิงอาเซนธาเรียย่อมไม่ได้รับอนุญาตให้ตามเสด็จไปในครั้งนี้    เพื่อความปลอดภัยเธอถูกคำสั่งให้รอฟังข่าวอยู่แต่ภายในเขตราชฐาน สร้างความน้อยใจและกระวนกระวายขึ้นในอกราวกับถูกไฟสุม   เด็กสาวเดินไปเดินมาในห้องอย่างร้อนรุ่ม    สุดท้ายทรุดแปะลงบนเตียง น้ำตาไหลอาบแก้มลงมา
                          ...พี่อาซิคาลอส...พี่ต้องไม่เป็นอะไร   พี่ต้องปลอดภัยกลับมา...
                  ...พี่สัญญากับน้องแล้วมิใช่หรือ...ว่าพี่จะรีบกลับมา....
                  เด็กสาวสะอื้นกระซิก   ทาบมือทั้งสองข้างกับหน้าอกตนเอง   หลับตากำหนดจิตนิ่งตั้งอธิษฐาน
                  ...ขอให้เขาปลอดภัย... ขอให้เขาปลอดภัย...
                  หารู้สึกตัวไม่...เวลานั้นพลันแสงสีแดงจางชนิดหนึ่งค่อยๆเปล่งเป็นรัศมีออกมาจากร่างของเธออย่างแช่มช้า  
                          แล้วค่อยเข้มข้นขึ้นทีละน้อย....
                   ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด   เธอรู้สึกจิตใจสงบเยือกเย็นลง   เมื่อจิตสงบสมาธิก็บังเกิด ในภวังค์นั้นเด็กสาวคล้ายมองเห็นภาพๆหนึ่ง
                            ...นั่นเป็นภาพยานเล็กไล่ล่ารุ่นใหม่ของกองทัพอวกาศเมลาเนียลลำหนึ่ง กำลังลอยละล่องเคว้งคว้างไร้การควบคุมอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศอันทะมึนเงียบสงัด..
                    ...พริบตานั้นเธอรู้สึกทั้งร่างเบาหวิวไร้สภาพดุจลมหอบหนึ่ง    พุ่งวาบไปข้างหน้าตรงไปที่ยานลำนั้น   แล้วฝ่าผ่านผนังยานเข้าไปข้างในได้อย่างง่ายดาย...


                   ภายในยานลำนั้นมืดสนิท...เธออาศัยความจำตอนฝึกบินในห้องปฏิบัติการของโรงเรียน เดาเอาว่าปุ่มอะไรน่าจะอยู่ตำแหน่งไหนบนแผงควบคุม แล้วก้อโชคดีที่เครื่องภายในยานเพียงดับชั่วคราวตอนเกิดการกระแทกเท่านั้น    เสียงขานรับของคอมพิวเตอร์ภายในยานดังขึ้นอีกครั้ง
                   "    ระบบคอมพิวเตอร์ทำงาน...."
                  "     สแกนเช็คระบบ...."   เธอเปล่งเสียงออกคำสั่ง
                  "     แผงควบคุมระบบไฟฟ้าทั้งยานช๊อตเสียหาย...ระบบไฟฟ้าสำรองทำงานได้..พลังงานของยานเหลือห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์    ทุกอย่างเริ่มทำงานใหม่..."
                 เมื่อแสงไฟในยานถูกเปิดให้สว่างขึ้น    เธอจึงเดินสำรวจไปโดยรอบ   ค่อยเห็นร่างคนสามคนกระจายนอนฟุบแน่นิ่งอยู่กับพื้น  
                         หนึ่งในสามคือพี่ชายใหญ่..อาซิคาลอสจริงๆ
                       "     พี่ชาย...."    เธอถลาเข้าไปข้างร่างนั้นยื่นมือเขย่าโดยแรง  
                         เห็นบนใบหน้าหล่อเหลานั้นขาวซีด มุมปากเลือดแห้งกรัง หากแต่หากทรวงอกของเขายังคงสะท้อนขึ้นลงเบาๆ แสดงถึงสัญญาณชีวิตที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด    
                         เด็กสาวร้อนรุ่มใจจนมือไม้ปั่นป่วน   ยามกระทันไม่ทราบจะช่วยเหลือเขาอย่างไร ได้แต่ยื่นมือลูบหน้าอกของเขาพลางส่งเสียงร่ำร้องเรียกหา
                         ความรักและห่วงใยอันยิ่งใหญ่     ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังอันเข้มข้น ถ่ายทอดจากคนผู้หนึ่งไปยังคนอีกผู้หนึ่ง    เธอไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ว่ากำลังส่งพลังคอสมิคคิวปัสตีถ่ายเข้ากระตุ้นพลังชีวิตในกายของชายหนุ่ม ให้กลับฟื้นเข้มแข็งขึ้นมาทีละน้อย
                         ไม่ทราบเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าใด... อาซิคาลอสลืมตาขึ้นช้าๆ อย่างอ่อนล้ามองเธออย่างฉงน
                          "    อาเซนธาเรีย....น้องมาที่นี่ได้ยังไง...."
                         "    พี่อาซิคาลอส...พี่ชายฟื้นแล้ว...."   เด็กสาวยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
                         "    หรือว่า...นี่เป็นความฝัน   น้องมาได้ไงกัน..."
                         มาถึงตอนนี้คนถูกถามค่อยรู้สึกแปลกใจบ้าง   เหลียวหันมองไปรอบๆ
                         ...จริงสิ นี่เรามาได้ยังไงกัน   หรือว่านี่เป็นความฝัน 
                        ...หรือว่า...นี่เป็นมิติเสมือนจริง   แต่ถ้ามันเป็นมิติเสมือนจริง..งั้นพี่ชายก็ไม่ใช่ความจริง...
                ...แต่ทำไมเธอกลับรู้สึกว่าทั้งหมดคือความจริง ...หากมันไม่ใช่ความจริง ก็เป็นสภาพเสมือนที่ช่างเหมือนจริงทุกประการ   เหมือนจนแยกสิ่งเท็จไม่ออก
                        "    ที่นี่อันตราย..."   เขาพูดพลางพยุงตัวเองลุกยืนขึ้น   "  ..เจ้าไม่น่าเข้ามาเลย... Area-X เข้ามาได้ แต่ไม่เคยมีใครออกไปได้..."
                        เขามองออกไปทางกระจกหน้าต่างถอนใจอย่างท้อแท้   เบื้องหน้าเห็นแต่ความมืดทะมึน     " ...มันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ...ไม่รู้ป่านนี้เราอยู่ตำแหน่งไหน   อาจจะออกนอกเขตดาราจักรแล้วก็ได้ ...."
                        "   เราจะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ..."   เธอยื่นมือกุมแขนเขาบีบเบาๆ ปลอบเขาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเข้มแข็ง   "..ขอเพียงพวกเรายังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว..."
                       อาซิคาลอสเพ่งตามองหน้าน้องสาวนิ่งนาน   ในที่สุดริมฝีปากค่อยผุดรอยยิ้มอันอบอุ่นขึ้น
                       "     ขอบใจน้องมาก..."
                      ใช่แล้ว..ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   ไม่ว่าสถานการณ์จะรุนแรงขนาดไปน   ขอเพียงแค่เรายังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว...
                       ...เพราะมีเพียงแค่คนที่มีลมหายใจ มีชีวิตอยู่เท่านั้นจึงสามารถจัดการคลี่คลายปัญหาต่างๆได้   คนตายไหนเลยสามารถทำอะไรได้


                    ทั้งสองช่วยกันสำรวจอาการของจาร์กับมากัสสองนายทหารผู้ติดตาม พบว่าทั้งสองก็ยังมีลมหายใจอยู่   อาเซนธาเรียค่อยๆเรียนรู้การแผ่พุ่งพลังจากฝ่ามือแล้ว ดังนั้นจึงถ่ายทอดพลังคอสมิคคิวปัสตีช่วยกระตุ้นฟื้นพลังชีวิตให้นายทหารหนุ่มทั้งสองด้วย   อาซิคาลอสนั่งชมดูอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าตื่นเต้นปิติ
                     "    คิดไม่ถึง..ตำนานแห่งกาแลกซี่เป็นความจริง...อาเซนธาเรีย..น้องคือเทพธิดาแห่งคิวปัสตีจริงๆ..."
                    เด็กสาวมองฝ่ามือตนเองอย่างประหลาดใจ    "  ...ไม่รู้สิ..ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไปได้อย่างไร...แล้วมันเกิดขึ้นได้อย่างไร..."
                    เขายื่นมือวางบนไหล่ของน้องสาว   "  อย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย   ในจักรวาลยังมีเรื่องลี้ลับมากมายที่เราต้องค้นหาคำตอบ...หากแต่ไม่ใช่เวลานี้    Area-X เคลื่อนที่ไปไม่หยุดยั้ง   เราต้องหาทางออกจากที่นี่โดยเร็ว ก่อนที่มันจะพาเราไกลออกไปจากดาราจักรเมลาเนียลมากกว่านี้..."
                        เนื่องจากระบบอัตโนมัติในการขับเคลื่อนยานเสียหาย ต้องใช้วิธี manual ในการควบคุมยาน    จาร์กับมากัสหลังจากตั้งสติได้ค่อยเข้าประจำที่นั่งนักบิน    
                       "    เรดาร์ใช้การไม่ได้..."   จาร์รายงาน  "   ระบบสแกนตำแหน่งล้มเหลว...เราไม่รู้ทิศทางว่าจะไปทางไหน..."
                        "    ข้างหน้ามืดมาก...เรามองไม่เห็นอะไรเลย   ..."   เสียงของมากัสกระวนกระวาย   
                       "    ใจเย็นๆ..."    อาซิคาลอสกล่าวเสียงราบเรียบ   "  ..เวลานี้พวกเราไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว อย่างมากก็หลงทางตลอดไป..อยากไปทางไหนก็ไปเถอะ..."
                       เด็กสาวคล้ายนึกอะไรออก ดวงตาคู่งามวาบเป็นประกายขึ้น   "  ..เจ้าพี่...น้องนึกวิธีหาทิศกลับเมลาเนียลได้แล้ว..."
                        "    วิธีอะไร...รีบบอกมาซิ..."
                        "    ใช้วิธีเดียวกับที่น้องค้นหาพี่พบที่นี่..."   เธออธิบายช้าๆ  "...กระแสจิตเป็นคลื่นพลังชนิดหนึ่ง..มันไม่จำเป็นต้องอาศัยทิศทาง..แค่รู้เป้าหมายก็เพียงพอแล้ว   ...ตอนนั้นน้องเพียงนึกถึงพี่ มันก็พาน้องมาที่นี่   ไหนๆพี่ชายก็ตกลงใจจะยอมเสี่ยง   งั้นจะเสี่ยงให้น้องขับยานเองได้มั้ย..."
                        เขาเพ่งตามองน้องสาวนิ่งอีกครั้ง ก่อนที่จะพยักหน้าช้าๆ   "   ได้...เพียงแต่...อย่าฝืนหักโหมใช้พลังออกมามากไป   ระวังสุขภาพด้วย..."
                        เด็กสาวยิ้มแย้มรับคำ   ทรุดนั่งตำแหน่งนักบินที่หนึ่งอย่างปลาบปลื้ม   ยื่นมือจับคันบังคับยาน   ระงับจิตใจเล็กน้อยค่อยหลับตาลงกำหนดจิตนิ่ง คิดถึงเป้าหมายคือเมลาเนียล    ทุกชีวิตในยานลำนี้ฝากความหวังไว้กับเธอ เธอต้องช่วยทุกคนกลับบ้านให้จงได้
                       พริบตานั้นคอสโมในร่างถูกเร่งเร้าออกมาเต็มที่   แสงสีแดงเปล่งสว่างออกมาครอบคลุมร่างของเด็กสาว   ภายในยานคล้ายบังเกิดลมประหลาดหอบพัดหมุนวนขึ้น
                     ...ภาพดาวเมลาเนียลในมโนภาพนั้นเลือนลางนัก   เด็กสาวเร่งเร้าพลังเพิ่มเติม เค้นออกมาจนภาพค่อยแจ่มชัดทีละน้อย....
                     ทันใดนั้นเอง...ชายหนุ่มทั้งสามแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง   ภาพอวกาศมืดทะมึนเบื้องหน้านอกยานที่มองทะลุผ่านกระจก   พลันแปรเปลี่ยนเป็นพร่าพราย   จากนั้นแปรสภาพเป็นปากอุโมงค์ที่คล้ายถูกฉาบไว้ด้วยฟิล์มปรอทคลี่ขยายตัวกว้าง    ยานกำลังพุ่งตรงเข้าไปในอุโมงค์อย่างรวดเร็ว
                      "    ประตูมิติ...เธลปิโดลัส..."    อาซิคาลอสครางออกมาอย่างตื่นตระหนก    "...ทำไมอยู่ตรงนี้..."
                      พริบตาที่ยานพุ่งผ่าน ไฟฟ้าในยานก็ดับวูบ   ตัวยานโคลงเคลงอย่างรุนแรงจนทั้งหมดแทบถูกกระชากหลุดจากเก้าอี้    หากดีที่เข็มขัดนิรภัยคาดร่างไว้แน่นหนา
                      เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ไฟฟ้าในยานค่อยสว่างขึ้นอีกครั้ง   สรรพสิ่งสงบลงอีกครั้ง   ทั้งหมดสลัดศีรษะขับไล่ความมึนงง พลันได้ยินเสียงมากัสร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น
                      "     ดูนั่น...ข้างหน้า...ดาวเมลาเนียลอยู่ข้างหน้า...."
                       ใช่แล้ว...เบื้องหน้าสายตาของทุกคน คือดาวสีน้ำเงินสวยงาม ที่ค่อยๆโตขึ้นทีละน้อย ตามระยะที่ยานขับเคลื่อนเข้าไปใกล้
                       เมลาเนียล....ในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับบ้านกันแล้ว
                      "    แล้วเจ้าหญิงล่ะ..หายไปไหนแล้ว..."  
                     เสียงจาร์อุทานตามมา   ทุกคนหันขวับมายังที่นั่นนักบินที่ 1   ที่ตรงนั้นบัดนี้มีแต่ความว่างเปล่า   ความปิติยินดีกลายเป็นความตื่นตระหนก
                     เข็มขัดนิรภัยบนเก้าอี้ยังผูกคาดอยู่   แต่ไม่มีร่างของเจ้าหญิงน้อยคนนั้นอีกแล้ว...!
                     เธอหายไปไหน..แล้วหายไปได้อย่างไร...?


                     อาเซนธาเรียรู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัว   แรงกระแทกเมื่อครู่นี้ทำให้สมองเธออึงอลไปหมด   บางทีอาจเป็นเพราะเธอเร่งเร้าพลังออกมามากเกินไป   คล้ายนักวิ่งที่เร่งฝีเท้ามาเต็มที่ พอมาถึงเส้นชัยก็แทบจะทรุดร่วงหมดแรงลงกับพื้น
                    เด็กสาวถอนใจออกมาอย่างอ่อนล้า   เธอรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ..เหนื่อยจนแทบไม่อยากจะลืมตา อ่อนล้าจนส่งเสียงครางอย่างลืมตัว...
                     "    เจ้าหญิง....ดูเหมือนจะรู้สึกตัวแล้วนะ..."
                     เสียงทุ้มๆไม่คล้ายเสียงของพี่ชายหรือสองนายทหารคนสนิท   จากนั้นมีเสียงผู้หญิงกล่าวดังขึ้น
                     "    คลื่นหัวใจเป็นปกติแล้ว..คาดว่าคงปลอดภัยแล้ว..."
                     เด็กสาวลืมตาขึ้นช้าๆ แสงไฟสว่างจ้าทำให้เธอกระพริบตาถี่ๆ หันมองรอบๆเห็นภายในห้องเต็มไปด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย   ชายหญิงสามคนแต่งกายคล้ายหมอ คนหนึ่งกำลังปรับเครื่องมือมอนิเตอร์   อีกสองคนเดินตรงมาหน้าเตียงค้อมศีรษะทำความเคารพให้กับเธอ
                      ..รึว่าตะกี้เราหมดสติไป....    เธอครุ่นคิดในใจ     ...เจ้าพี่คงพาเรามาส่งโรงพยาบาล..
                     "     ดีใจจังที่กลับมาได้สำเร็จ..."   เธอยิ้มอย่างอ่อนล้า บอกหมอทั้งสอง   " ..แล้วเจ้าพี่อาซิคาลอสล่ะ...."
                     หมอทั้งสองมองหน้ากันอย่างงงๆ    "  เจ้าหญิง...โปรดถนอมสุขภาพด้วยเถิด   คิงและท่านอาซิเธอโอเดินทางไปมาริกัสเพื่อช่วยรัชทายาทแล้ว เขาต้องกลับมาอย่างปลอดภัย   โปรดวางใจ...."
                     "    อะไรนะ..."   เด็กสาวร้องอย่างงงๆ  "   เจ้าพี่อาซิคาลอสไม่ได้กลับมาพร้อมกับข้าหรือ   ก็เรามาพร้อมกัน... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย..ข้างงไปหมดแล้ว...ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง "
                     "    เจ้าหญิง..."   หมอผู้หญิงอีกคนยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน พลางกุมมือปลอบโยนเธอ  " ...นางกำนัลพบท่านหมดสติอยู่บนเตียงในห้องนอนจึงพาท่านมาที่นี่   ท่านนอนไม่ได้สติอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ    หมอหาสาเหตุอะไรไม่พบ คาดว่าคงเป็นเพราะท่านเครียดจัดเกินไป   ประเดี๋ยวทานยาแล้วต้องนอนพักมากๆ รัชทายาทรักท่านที่สุด หากเขากลับมา พบว่าท่านไม่สบาย เขาต้องเสียใจมาก  ฉะนั้น...ท่านต้องถนอมสุขภาพรอเขากลับมา   เข้าใจหรือไม่..."
                      เด็กสาวรู้สึกสมองอึงอลไปอีกครั้ง ครู่หนึ่งพยักหน้าอย่างเศร้าสร้อย
                        ...ที่แท้ทั้งหมดก็ไม่ใช่ความจริง   มันเป็นแค่ความฝันเท่านั้น...
                          .....แต่ทำไม..ความฝันครั้งนี้จึงชัดเจนกระไรปานนั้น...มันเป็นแค่ความฝันจริงหรือ   ?

( ติดตามตอนต่อไป )

rainb.gif (4421 bytes)
         



                  
                  
                   
                           
                            

       

                      

               

                        
                    ที่ข้างหูคล้ายแว่วยินประโยคหนึ่งจากร่างที่ลับหายไปนั้น…
                    …เจ้าก็ระมัดระวังดูแลตัวเองด้วย….

rainb.gif (4421 bytes)

 

Thanks,You are visitors number since 01/07/99


: แสดงความคิดเห็น

ชื่อ/email:
ความคิดเห็น: