Make your own free website on Tripod.com

บทที่ 2    เทพอสูรแห่งสงคราม..            

                    ภายในห้องบัญชาการสูงสุด ……
                นายพลดูรันและนายกองคนอื่นๆล่าถอยกันไปหมดแล้ว เอซาลอสยังคงนั่งพิงเก้าอี้นวมพนักสูงตัวใหญ่ หันหน้าเข้าหาหน้าต่างบานมหึมา ที่กั้นด้วยกระจกใส     ทอดสายตามองฝ่าห้วงอวกาศอันลึกล้ำ   สี่ขุนพลปีศาจออกมายืนรอหน้า ห้องปล่อยให้เขาอยู่ข้างในเพียงลำพัง ทั้งสี่ทราบว่าผู้เป็นนายกำลังอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดเรื่องบางเรื่อง   ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าเข้าไปรบกวน            

img1.gif (29909 bytes)

                อวกาศนอกหน้าต่างเป็นความมืด    เห็นเพียงจุดดาวระยิบระยับเล็กๆ อยู่ไกลตา…
                เวลานั้น...ภาพตอนวัยเยาว์ของเขากำลังผ่านเข้ามาในความคิด   
                นั่นเป็นตอนที่เขากำลังเรียนวิชาดาราศาสตร์จากผู้เป็นอาจารย์    
                ในตอนนั้น อาจารย์จูงมือเขาขึ้นไปบนหอสูงดูดาว บอกเล่าตำนานเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง
                 …นั่นคือตำนานเรื่องราวพลังคอสมิคคิวปัสตีทั้งสาม….

                         “ …คอสมิคคิวปัสตีคือพลังคอสโมสูงสุดของกาแลกซี่ แบ่งเป็นพลังสีน้ำเงิน เหลืองและแดง ในกายของท่านมีพลังคอสมิคคิวปัสตีสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นพลังแห่งการทำลาย     ท่านต้องใช้พลังอำนาจนี้เพื่อประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติชาวโปกาดอนของเรา โปกาดอนตกอยู่ในห้วงสงคราม มานานหลายร้อยปี        แทบทุกหนแห่งมีแต่รังสีและละอองนิวเคลียร์       ผืนแผ่นดินจึงแห้งแล้งกันดาร     ทรัพยากรต่างๆนับวันจะหมดไป ดาวดวงนี้กำลังใกล้ถึงจุดอวสาน    เราต้องเสาะหาโลกใหม่ให้กับประชากรของเรา โลกที่สวยงาม    ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่ม อากาศที่สดชื่นบริสุทธิ์ ลูกหลานของเราในอนาคตข้างหน้าต้องมีที่อยู่และมีชีวิตอยู่กันอย่างมีความสุข
                    …ดังนั้นสงครามครั้งนี้จึงต้องบังเกิดขึ้น   เราต้องทำสงครามเพื่อแสวงหาดินแดนใหม่ ทั้งหมดคือหน้าที่ของท่าน….เอซาลอส…”

                    …อาจารย์กล่าวไว้ถูกต้อง…
                    โปกาดอนกำลังเข้าสู่จุดอวสาน หลังจากสิ้นสุดสงครามภายในดาราจักร    ถึงแม้ฝ่ายโซโรจะกุมอำนาจเป็นใหญ่เหนือเผ่าพันธุ์ทั้งปวง แต่โปกาดอนแทบไม่มีที่ที่ให้สิ่งมีชีวิตได้อาศัยอยู่แล้ว        นับตั้งแต่เขาอายุได้เจ็ดแปดขวบก็กลายเป็นชนเผ่าเร่ร่อน      อาศัยอวกาศเป็นบ้าน ทำสงครามแสวงหาดวงดาวที่มีบรรยากาศเหมาะสมและทรัพยากรที่อุดม      จากนั้นค่อยอพยพถ่ายเทประชากรไปยังดาวต่างๆ…ดวงแล้วดวงเล่า
                    เขาทำสงครามแสวงหาโลกใหม่ให้กับชาวโปกาดอน   สิบกว่าปีมานี้..สามารถสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้คนนับหมื่นล้านครอบครัว หากแต่ชีวิตใหม่ของครอบครัวเขา ไม่มีใครทราบว่าเมื่อใดจะสามารถได้เริ่มต้น
                    มารดาเขาเจ็บป่วยเรื้อรังมานานหลายปี    เนื่องจากต้องปฏิบัติภารกิจเพื่อเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ ทำให้เขาไม่เคยมีโอกาสได้อยู่ดูแล มารดาแม้แต่สักวันหนึ่งเต็มๆ     ไม่เคยมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัวแม้แต่สักครึ่งค่อนวัน
                    …สงครามและการเดินทางที่ยาวไกล..บางครั้งเขาเคยรู้สึกอ่อนล้า และเบื่อหน่าย
                    เขาเคยฝันอยากมีบ้านสักหลังบนดวงดาวที่เขียวชอุ่มสดใส    ที่ที่มีสิ่งมีชีวิตที่สวยงามน่ารัก ที่ที่ไม่มีสงคราม ที่ที่มีแต่มิตรภาพและความอบอุ่น    
                    ณ ที่แห่งนั้น..มารดาคงสามารถหายป่วย   มีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น    ลือกันว่าเอลลาโกเป็นดาวที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ที่สุด ในกาแลกซี่   ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เขาจะทำเพื่อมารดาสักครั้ง
                    เขาจะต้องยึดดาวดวงนั้นมอบให้กับนาง ในวันครบรอบวันเกิดของนางที่จะมาถึงอีกหกเดือนข้างหน้าให้จงได้
                    ..และนี่ก็เป็นแรงดลใจหนึ่งเดียว ที่กระตุ้นให้เขารู้สึกกระตืนรือร้นในสงครามครั้งนี้ !

……………………………………………………………………………….

                    สี่ขุนพลปีศาจเป็นทั้งเพื่อนและนายทหารคนสนิทของเขา ความจงรักภักดีของคนทั้งสี่ไม่เคยสร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่เขา แม้แต่สักครั้งเดียว
                    ไซโป...ไม่เพียงอายุมากที่สุดในสี่คน   ทั้งยังสุขุม รอบรู้เรื่องวิทยาการและเทคโนโลยีแทบทุกอย่าง
                    รอยด์...อายุน้อยที่สุด แต่ฉลาดปราดเปรียว รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ได้อย่างเก่งกาจ จนมีบางคนให้ฉายาเขาว่าปีศาจแดงน้อย
                    ปิคาลอฟ... เป็นสุดยอดแห่งยอดฝีมือ ทำงานอำมหิตเด็ดขาด ไม่เคยผิดพลาดแม้สักครั้งเดียว
                    แต่ผู้คนกลับยกย่องให้...เอม่า...คือขุนพลปีศาจที่น่ากลัวที่สุด คนผู้นี้อ่อนโยนแต่สุขุมนุ่มลึก ต่อสู้ด้วยสติปัญญาน้อยครั้งจะลงมือใช้กำลัง ด้วยเหตุนี้เอม่าจึงมักได้รับการยกย่องจากเพื่อนๆให้เป็นผู้นำในภารกิจต่างๆอยู่เสมอ
                    เอซาลอสเรียกคนทั้งสี่เข้ามาเพื่อปรึกษาแผนการรบ

                    “    ศึกครั้งนี้จะยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา… ”     เอม่าเอ่ยขึ้นอย่างลำบากใจ      “ …เอลลาโกไม่ใช่หมูทีเราจะเชือดได้ง่ายๆเหมือนพวกเดป หรือนาโอจา เพราะเอลลาโกมีวิทยาการและเทคโนโยลีที่เจริญเกือบทัดเทียมกับเรา    แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือผู้ครอบครองพลังแห่งคอสมิคคิวปัสตีสีเหลือง ซึ่งเป็นพลังคู่ปฏิปักษ์กับท่านอยู่กับเอลลาโก     ถ้าหากมันค้นพบและติดต่อกับผู้ครอบครองคอสมิคคิวปัสตีสีแดงที่อยู่กับเมลาเนียลได้สำเร็จ และถ้าพลังทั้งสองฝ่ายนี้ร่วมมือกัน    ท่าน..จะไม่ใช่คู่มือของพวกมันอีกเลย…”
                    เอซาลอสนิ่งคิด     ปิคาลอฟพลันส่ายหน้า     “     ดูจากแผนที่กาแลกซี่..เมลาเนียลอยู่ไกลจากเอลลาโกถึงสามร้อยปีแสง หากเราใช้วิธีจู่โจม รบแบบสายฟ้า      เมลาเนียลต่อให้ยินดีร่วมมือกับเอลลาโกก็คงเดินทางมาสบทบช่วยไม่ทัน…”
                    ใบหน้าท่อนบนขุนพลปีศาจชุดเหลืองสวมหน้ากากโลหะสีทองไว้    เผยเห็นริมฝีปากแดงระเรื่อที่กำลังแย้มยิ้มเล็กน้อยของใบหน้าท่อนล่างดูสวย ยิ่งกว่าริมฝีปากของอิสตรี    เอม่าลากเส้นโยงบนแผนที่จนเป็นรูปปิรามิดแท่งหนึ่ง   แล้วทำเครื่องหมายกากบาทไว้ที่ยอดปิรามิด    ไซโปชมดูจนอุทานออกมา
                    “     ประตูข้ามมิติเธลปิโดลัส …”
                    เอม่าพยักหน้า      “     เมลาเนียลมีวิทยาการที่เจริญสูงสุดในกาแลกซี่    พวกมันรู้จักสูตรการคำนวณที่ตั้งของตำแหน่งประตูข้ามมิตินี้ ระหว่างเอลลาโกกับเมลาเนียลจึงมีประตูเธลปิโดลัสที่สามารถย่นระยะทางสามร้อยาปีแสงเหลือแค่เพียงก้าวเดียว    เธลปิโดลัสแม้เป็นประตูมิติ ที่สามารถใช้เปิดข้ามระหว่างดาราจักรทุกแห่งในเอกภพ     แต่น่าเสียดายว่านอกจากที่เอลลาโกกับเมลาเนียลแล้ว ก็ยังไม่มีใครสามารถคำนวณได้ว่า กลางห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ยังมีประตูเธลปิโดลัสที่ตรงไหนอีกบ้าง…”
                    “      ความหมายของเอม่าก็คือ.   .การเคลื่อนกำลังพลโดยผ่านทางประตูเธลปิโดลัสจะเป็นการประหยัดทั้งพลังและเวลา ในการเดินทางข้ามระหว่างดาราจักร…”     รอยด์สรุป     เอม่าถอนใจก่อนที่จะกล่าวช้าๆ
                    “    แต่ในทางกลับกัน..พวกเราเคลื่อนกำลังพลจากโปกาดอน ตีดาราจักรเดปและนาโอจา ค่อยมาถึงเอลลาโก   จนมาประชิดขอบดาราจักรแอเรียสิบสี่ จากที่นี่ต้องข้ามดาวเคราะห์อีกแปดดวงกว่าจะถึงดาวเอลลาโก     ระหว่างเดินทัพใหญ่ไม่เพียงเสียทั้งเวลาและพลังงาน     หาก ฝ่ายเอลลาโก แค่ส่งกำลังส่วนหนึ่งมาตรึงศึกตรงนี้    ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ไม่สำคัญ    อีกด้านติดต่อกับเมลาเนียลร่วมมือกัน      ส่งทัพใหญ่เข้าทางประตูเธลปิโดลัส    ไปที่เดป และนาโอจา     ตีฐานกำลังของเราแบบสายฟ้าโดยไม่ทันตั้งตัว     ช่วยเหลือปลดปล่อยเดปกับนาโอจา    แล้วเมื่อนั้นอะไรจะเกิดขึ้น…”
                    รอยด์กลืนน้ำลายลงคอ     “     สี่กองกำลังร่วมมือกัน..พวกเราก็ถูกขนาบรุมกินโต๊ะน่ะสิ…”
                    เอซาลอสพยักหน้า       “     เอม่า..เจ้าวิเคราะห์แผนรับมือของเอลลาโกได้ดีมาก     นั่นสินะ..พวกมันจึงไม่ยอมเคลื่อนไหวอะไร นอกจากตั้งทัพเล็กๆประปรายคุมเชิงขอบดาราจักรไว้     แล้วเจาคิดว่าเราควรจะแก้แผนนี้ของมันได้อย่างไร      ”
                    “     ต้องขัดขวางไม่ให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างเอลลาโกกับเมลาเนียล       ค้นหาตำแหน่งประตูเธลปิโดลัสที่เหลือในกาแลกซี่ จากนั้นกำจัดผู้ครอบครองพลังคอสมิคคิวปัสตีทั้งสอง     ไม่ให้มันสามารถร่วมมือกันตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับท่านได้…”
                    ปิคาลอฟแค่นเสียงถาม    “     ข้อแรกกับข้อสุดท้ายยังพอกระทำได้ แต่ให้ค้นหาตำแหน่งประตูเธลปิโดลัสจะไปค้นหาได้ที่ไหน…”
                    เอม่ายิ้มอีกครั้ง      “    แต่ข้ากลับเห็นว่า..นี่เป็นข้อที่ง่ายที่ที่สุดที่เราจะทำได้ในตอนนี้…”
                    “     ทำอย่างไร…เจ้ารู้สูตรวิธีการคำนวณที่ตั้งของประตู ? ”
                    “     เมื่อมีทางเข้าก็ย่อมจะมีทางออก ขอเพียงเรารู้ทางเข้าสักที่หนึ่ง ลองเดินเข้าไปก็รู้ว่าทางออกเปิดไปตรงไหนแล้ว…”
                    รอยด์โพล่ง      “     เข้าใจแล้ว…เจ้าจะให้พวกเราเปิดประตูเธลปิโดลัสที่เอลลาโกใช่หรือไม่… ? ”
                    “    ไม่.. ! ” เอซาลอสพลันยืนขึ้นช้าๆ
                    “… แต่เราจะทำทั้งสามข้อพร้อมกันเลย..ขุนพลทั้งสี่รับคำสั่ง…”
                    ทั้งสี่ก้าวปราดออกมายืนเบื้องหน้าของเขา     เอซาลอสออกคำสั่งเสียงทุ้มหนักชัดเจน
                    “    เอม่า..เจ้าเป็นตัวแทนข้าประจำอยู่ที่ฐานทัพใหญ่คุมสถานการณ์ที่นี่ไว้ และส่งสัญญาณแจ้งฐานกำลังทัพที่เดป นาโอจาและโปกาดอน ให้เตรียมพร้อมรับการจู่โจมไว้ตลอดเวลา…”
                    “    ทราบแล้ว…”
                    “     ปิคาลอฟ รอยด์ พวกเจ้าสองคนคัดเลือกนักรบที่มีฝีมือจำนวนหนึ่ง ลอบเดินทางเข้าเอลลาโกลับๆ สืบหาตัวผู้ครอบครอง คอสมิคคิวปัสตีสีเหลือง    หากพบก็กำจัดมันทิ้งทันที…”
                    ทั้งสองค้อมศีรษะเล็กน้อย ส่งเสียงรับคำ เอซาลอสหันไปทางไซโป
                    “    เจ้ากับข้าไปที่ประตูเธลปิโดลัสของเอลลาโก ข้าจะข้ามประตูมิติไปสืบข่าวที่เมลาเนียล   ส่วนเจ้าให้ค้นหาความลับของประตูแห่งนั้น จำไว้..ปฏิบัติการนี้ถือเป็นปฏิบัติการลับ    ต้องกระทำอย่างรอบคอบรัดกุมและรวดเร็วที่สุด    ภายในสามเดือน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่อย่างไร.. พวกเราจะต้องกลับมาสมทบเจอกันที่นี่…”

…………………………………………………………………………….

                    ณ   ห้องประชุมลับที่สถานีอวกาศเซโอน่า....
                    อัครมนตรีการ์ย่าเดินทางมาถึงแล้วกำลังปรึกษาแผนการรับมือทัพโปกาดอนกับราโอมินและนายพลไทจินกันสามคน    ทุกอย่างเป็นไปตาม ที่เอม่าคาดคำนวณไว้จริงๆ    คิงแห่งเอลลาโกคิดจะใช้แผนร่วมมือกับเมลาเนียลนำกำลังเข้าทางประตูเธลปิโดลัส โจมตีกองกำลังใหญ่ของโปกาดอนที่เดป และนาโอจา จากนั้นโอบตีกระหน่ำกองทัพที่แอเรียสิบสี่….

                    “    เราส่งสัญญาณไปที่สถานีอวกาศมาริกัสอีกฝั่งหนึ่งของประตูเธลปิโดลัสที่เมลาเนียลแล้ว ขณะนี้ได้รับสัญญาณที่ส่งตอบมาว่าทางนั้น กำลังรอราชโองการอนุมัติจากคิงเมลาเนียลก่อน …”
                    นายพลไทจินกล่าวรายงานต่อทุกคน     “ …คาดว่าไม่เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงก็คงจะทราบผล…”
                    อัครมนตรีการ์ย่าพยักหน้า ค่อยหันมาทางราโอมิน
                    “    รัชทายาท..ศึกครั้งนี้หนักหนานัก   การคงอยู่ของเอลลาโกฝากไว้กับท่านแล้ว   สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงแค่ขับไล่ผู้รุกรานไปจากเอลลาโก แต่เราต้องการสร้างสันติสุขขึ้นในกาแลกซี่คิวปัสตี ปราบพวกอสูรโปกาดอนให้หมดสิ้นไปจากเอกภพแห่งนี้… ”
                    เขาพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อมั่น     ชายชราทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้กันอย่างพึงพอใจ

……………………………………………………………………………..

                    เมื่อกลับมาอยู่ตามลำพังคนเดียวในห้องพัก    ราโอมินคิดจะหลับพักผ่อนสักงีบ    แต่ความตื่นเต้นที่จะได้ไปเมลาเนียล ทำให้เขาไม่สามารถข่มตาหลับลงได้       จริงอยู่..ทางข้างหน้ามีภารกิจอันหนักหนาสาหัสรอเขาอยู่   หากแต่การไปเมลาเนียล เป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมานาน ทำให้เขาไม่รู้สึกกังวลใดๆในการเดินทางไปในครั้งนี้แม้แต่น้อย
                    เขาเลิกม่านหน้าต่างในห้องนอนเปิดกว้าง     มองทะลุกระจกออกไปนอกอวกาศอันมืดมิด ขบคิดเล็กน้อย ค่อยล้วงตลับกลมแบนเล็กๆสีเงิน เท่าฝ่ามืออันหนึ่งออกมาจากในเสื้อ    ใช้แท่งโลหะเล็กๆปลายแหลมจิ้มลงบนปุ่มขนาดเล็ก รอบๆผลึกคริสตัลกลมสีเหลืองในตลับอันนั้น ครู่หนึ่งผลึกคริสตัลค่อยเปล่งแสงนวลจ้าสีเหลืองออกมา
                    ทันใดนั้นเอง…สภาพในห้องพลันแปรเปลี่ยนไป    ราโอมินยิ้มออกมาอย่างดีใจ
                    ห้องนอนบนสถานีอวกาศเซโอน่ากลางห้วงฟ้าอันมืดมิด    พริบตานั้นกลับกลายเป็นโลกกว้างกลางทิวทัศน์ป่าเขาตระการตา ตัวเขายืนอยู่บนหน้าผาแห่งหนึ่ง    เบื้องหน้าเห็นทุ่งสีทองกว้างไกลไปจนจดกับทิวเขาที่ทอดตัวเรียงรายเป็นแนวยาว     นี่คงจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้บนภูเขากำลังแข่งกันออกดอกบานสะพรั่ง    แต่งแต้มสีสันให้ขุนเขายิ่งสวยงามราวภาพวาดของจิตรกรเอกก็ไม่ปาน
                    … อันที่จริง..เขาทราบดีว่าที่นี่ก็คล้ายภาพวาดใบหนึ่ง     หากแต่ภาพวาดหลายมิติ   นั่นคือไม่เพียงมองเห็นรูปทั้งกว้างยาวและลึก อีกทั้งยังสามารถสัมผัสได้ทั้งกลิ่นและเสียง    เป็นภาพวาดเสมือนจริง หรืออาจจะเรียกอีกอย่างได้ว่า...นี่คือระบบมิติเสมือนจริง
                    นี่เป็นจิตรกรรมที่งดงามราวความฝัน     มีแต่ผู้ที่มีความงดงามในหัวใจจึงสามารถสร้างผลงานที่ล้ำค่าเช่นนี้ออกมา และเธอผู้นั้น ...ก็คือเจ้าของเสียงหัวเราะอันสดใสที่เขากำลังได้ยินอยู่ในตอนนี้นั่นเอง
                    “    อาเซนธาเรีย..เธออยู่ใช่มั้ย…”
                    “    เจ้าอีกแล้วเหรอ…”     เสียงหวานใสนั้นขุ่นมัวขึ้นดังเช่นเคย       “ เจ้าเป็นใครกันแน่…? ”
                    “     ผลงานวันนี้ของเจ้ายอดเยี่ยมกว่าที่ผ่านมาอีกนะ....ฤดูใบไม้ผลิที่นี่สวยจริงๆ…”
                    “     ปรากฏตัวออกมา…! ”
                    “     ข้าเพียงเข้ามาชมในระบบของเจ้าเท่านั้น ข้าชอบผลงานของเจ้ามากนะ…”
                    “     ปรากฏตัวออกมา…แน่จริงก็ออกมา…”
                    “    ไม่เอาน่า…ข้าอยากเป็นเพื่อนกับเจ้าจริงๆนะ    แต่ข้าอยู่ไกลเกินไปจึงไม่สามารถแสดงตัวให้เจ้าเห็นได้      ความจริง.... ข้าก็อยากเห็นเจ้าเช่นกันนะ..อาเซนธาเรีย..”
                    “    นั่นเจ้าอยู่ที่ไหน..? ”
                    “     ที่ที่ข้าอยู่เรียกว่าเอลลาโก    ที่นี่ไกลมากทีเดียว…แต่อีกไม่นานข้าจะไปหาเจ้า..ข้าให้สัญญา…”
                    “     แล้วเจ้าชื่ออะไร ? ”
                    “     อืม...ชื่อข้ามันไม่เพราะเลย…ให้เจ้าตั้งให้ใหม่ดีกว่ามั้ย…”
                    “     คนขี้โกง…”    สุ้มเสียงใสร้องเสียงสูง แต่ก็ไม่ขุ่นมัวดังแต่ก่อนอีกแล้ว
                    เขาหัวเราะหึหึอย่างลืมตัว    ทันใดทิวทัศน์รอบข้างพลันเบรอเลอะเลือนคล้ายถูกคลื่นบางอย่างรบกวน    เขารีบร้องบอกอย่างเสียดาย
                    “     สัญญาณจะถูกตัดอีกแล้ว..ไว้เราค่อยเจอกันอีกนะ..จะไปเจอตัวเจ้าจริงๆเลย….”

                    อีกด้านหนึ่ง…อาเซนธาเรียยืนเหม่อซึมบนหน้าผาภายในระบบมิติเสมือนจริง    สุ้มเสียงประโยคสุดท้ายของเขาก่อนที่จะขาดหายไป คล้ายยังคงก้องอยู่ที่ข้างหู      “ …ไว้เราค่อยเจอกันอีกนะ…จะไปเจอตัวเจ้าจริงๆเลย…”
                    เขา..เป็นใครกันนะ ?
                    การได้สัมผัสกับเขาในครั้งแรกๆ สร้างความหงุดหงิดแก่เธอไม่น้อย    แต่ต่อมาเมื่อใดที่เข้ามาแล้วไม่พบเขา เธอกลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่า การปรากฏของเขาสร้างความตื่นเต้นและกระตือรือร้นให้เธอไม่น้อย     เด็กสาวยอมรับว่าเขามีส่วนอย่างมากที่ทำให้เธอพยายามพัฒนา การสร้างระบบมิติเสมือนจริงจนก้าวมาถึงทุกวันนี้
                    …เสียงหัวเราะ หึหึ ในลำคอเสียงนั้นอบอุ่นเหลือเกิน…อยากเจอตัวจริงของเขาเหมือนกัน..!
                    เวลานั้น..นอกอวกาศใกล้เคียงกับสถานีอวกาศเซโอน่า   ยานปีศาจลำหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ    ระบบคลื่นนิรภัยที่ถูกเปล่งออกมาจากตัวยาน ปิดป้องการตรวจจับจากสแแกนเนอร์ของฝ่ายเอลลาโกอย่างมิดชิด     แม้มองออกไปกลางห้วงอวกาศในระยะใกล้ ก็แค่เพียงเห็นคล้ายหมอกสีดำกลุ่มหนึ่ง ที่กลมกลืนอยู่ในความมืดเท่านั้น
                    ภายในห้องควบคุมการบินของยานปีศาจลำนั้น   เอซาลอสยืนมองภาพวงแหวนมหึมาของประตูเธลโดปิลัส ทางภาพสามมิติจากเครื่องโฮโลแกรม ส่วนไซโปครอบหูฟังสองข้าง   นั่งหันหน้าเข้าหาแผงคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
                    “     เราจับสัญญาณสื่อสารผ่านทางประตูเธลโดปิลัสได้อีกแล้ว…”      ไซโปรายงาน
                    “     แปลออกมา…”
                    “     ทั้งสองฝ่ายกำลังมีการติดต่อกันอยู่จริงๆ    เอลลาโกจะให้เมลาเนียลเปิดประตูเธลปิโดลัสทางด้านเมลาเนียล เพื่อทางเอลลาโก จะส่งคณะฑูตเข้าไป… แต่ทางโน้นขอรอราชโองการอนุมัติจากคิงเมลาเนียลก่อน..”
                    “     งั้นก็หมายความว่า..คณะฑูตของเอลลาโก มารออยู่ที่นี่แล้ว ? ”
                    ไซโปฉุกใจคิด เหลียวหน้ามาทางผู้เป็นนายอย่างลืมตัว       “     ท่านคิดจะแฝงตัวไปพร้อมกับคณะฑูต..”
                    “     ใช่... ”
                    “    ไปคนเดียว..? ”
                    “    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..ข้ารู้จักวิธีจัดการและดูแลตัวเอง   เราแยกกันทำงาน  ณ วินาทีนี้   หากถึงกำหนดนัดหมาย แล้วข้ายังไม่กลับมาที่นี่ เจ้าก็ไปสมทบกับพวกเอม่า..ไม่ต้องรอข้า…”
                    น้ำเสียงนั้นแม้เฉื่อยชาแต่ก็หนักแน่นจริงจัง   อีกฝ่ายอาจดูไปคล้ายคนที่ไร้ความรู้สึก    แต่ไซโปฟังออกว่า   ลึกเข้าไปในคำพูดเหล่านั้น ได้แฝงความรู้สึกลึกล้ำอยู่มากมายเพียงใด อย่างน้อยๆเขายังรู้ว่าพวกตนเป็นห่วงเขาถึงเพียงไหน
                    … ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..ข้ารู้จักวิธีจัดการและดูแลตัวเอง…
                    คำพูดเพียงขาดไปประโยคหนึ่งเท่านั้น
                    ….ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอกนะ….
                    ไซโปยืดกายยืนขึ้น มองเงาหลังของอีกฝ่ายจนลับประตู พลางปลดหูฟังลงมาช้าๆ
                    ที่ข้างหูคล้ายแว่วยินประโยคหนึ่งจากร่างที่ลับหายไปนั้น…
                    …เจ้าก็ระมัดระวังดูแลตัวเองด้วย….

rainb.gif (4421 bytes)

 

Thanks,You are visitors number since 13/06/99


: แสดงความคิดเห็น

ชื่อ/email:
ความคิดเห็น: