Make your own free website on Tripod.com

บทที่  1     เปิดตำนานแห่งกาแลกซี่

post28s.gif (44511 bytes)

             “ โอ…ชอบที่นี่จังเลย ฟ้าสีครามใส แสงอาทิตย์อบอุ่น อากาศปลอดโปร่งสบาย มองไปทางไหนก็เห็นต้นไม้เขียว ชอุ่มดอกไม้หลากสีบานสะพรั่งเต็มไปหมด แบบนี้แหล่ะที่ข้าชอบ….มิติแห่งฝันของข้า…”
                    “    หึ..หึ…..”
                    “    ใครน่ะ….เสียงใครหัวเราะ..เจ้าเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้อย่างไร…”
                    “    แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร…”
                    “    เราคืออาเซนธาเรียแห่งเมลาเนียล…”
                    “    เม…ลา…เนียล ?  ”

                   “    เจ้าบังอาจนัก ลอบเข้ามาในระบบของข้าหลายครั้งแล้วนะ..เสียมารยาท..”
                   “    ช่วยไม่ได้..ที่คลื่นของเราจูนตรงกันโดยบังเอิญ   ”
                   “    เจ้าฝ่ารหัสผ่านของเรา. .เจตนาชัดๆยังบอกว่าบังเอิญอีกหรือ ..แน่จริงก็แสดงตัวออกมา… ”

                    “    หึ..หึ…” 

                            “     ยังมาหัวเราะอีก..มีอะไรน่าขัน…อย่าให้ข้าโมโหนะบอกมา..เจ้าเป็นใคร….”
                           “      หึ…หึ…เจ้าเก่งมากทีเดียว…ข้าต้องไปแล้ว...แล้ววันหลังจะแวะมาเยี่ยมใหม่….”
                           “      เชอะ..ใครอยากต้อนรับเจ้า….”


                        บนระเบียงหินอ่อนสีขาวเนื้อลายสีชมพูที่ทอดยาวอยู่ข้างปราสาทใหญ่รโหฐานยืนไว้ด้วยเด็กสาวเยาว์วัยในอาภรณ์สูงศักดิ์ กำลังยื่นมือเด็ดใบไม้ซัดลงในสระที่ด้านล่างอย่างหงุดหงิด….
                        ชายหนุ่มผิวขาวในชุดลำลองสีเขียวเข้มสง่าภูมิฐาน ผมยาวสีดำสนิทรวบไว้กลางหลัง บนศีรษะครอบมงกุฏสีเขียวมรกตเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ สองนางกำนัลที่ยืนเชิงประตูรีบค้อมกายลงคารวะอย่างชดช้อย เขายิ้มเล็กน้อย โบกมือขวาเบาๆ ให้สองนางกำนัลล่าถอยออกไปก่อน
                        “    อาเซนธาเรีย ( Acentharia ) …น้องทำอะไรอยู่ ? ”
                        ดวงพักตร์งามใสพิสุทธิ์ยามผินมาประดุจแสงอาทิตย์อบอุ่นเยือนหล้า บันดาลทุกสรรพสิ่งให้สดชื่นมีชีวิตชีวา ดวงตาสุกใสไม่เพียงขุ่นมัว แต่ลึกเข้าไปในนั้น ยังซุกซน ดื้อรั้น ไม่ยอมใคร
                        “    เจ้าพี่อาซิเธโอ ( Acitheo ) … ”
                        “    วันนี้ไม่มีเรียนรึไง เวลานี้ต้องอยู่ในห้องปฏิบัติการไม่ใช่หรือ ได้ยินเหล่ามหา บัณฑิตชมว่าระบบมิติเสมือนจริงที่เจ้าสร้างขึ้นมายอดเยี่ยมมาก เมื่อไหร่จะเปิดให้พี่เข้าไปชมบ้างล่ะ…”
                        “    ไว้วันหลังนะ..วันนี้เบื่อๆยังไงก้อไม่รู้   ”
                        “    มีใครทำให้เจ้าโกรธหรือ…?   ”
                        “    ช่างเถอะ…เจ้าพี่มาหาน้องมีธุระอะไร…”
                        “    ถ้าเจ้าเบื่อ….งั้นพี่พาไปเที่ยวเอามั้ย…?   ”
                       เด็กสาวหันขวับมาอีกครั้ง ดวงตาขุ่นมัวใสสว่างขึ้นทันใด “ จริงนะ งั้นพาน้องไปที่มาริกัสได้มั้ย ได้ยินว่าที่นั่นเป็นสถานีอวกาศที่ใหญ่มาก   อีกอย่าง..จะไปเยี่ยมเจ้าพี่อาซิคาลอส ( Acikalos ) ด้วย จะได้ให้เขาพาเราเที่ยวที่นั่นให้ทั่วเลย … ”
                        “    สถานีอวกาศมาริกัสอยู่ไกลจากเมลาเนียลตั้งสองปีแสง ทำไมอยากไปซะไกลขนาดนั้น ถึงยังไงพระบิดาคงไม่ทรงอนุญาตให้เจ้าไปหรอกนะ… เจ้าเป็นถึงเทพธิดาน้อยแห่งคิวปัสตี เป็นพลังชีวิตของชาวเมลาเนียลทั้งหลาย หากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถรับผิดชอบผลที่จะตามมาได้… ”
                        เด็กสาวหน้างอลงอีกครั้ง “ อีกแล้ว..เทพธิดาน้อยแห่งคิวปัสตีอีกแล้ว ข้าก็เป็นเพียงเด็กสาวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ดีขึ้นมาหน่อยก็เพราะเป็นลูกสาวของพระบิดาซึ่งเป็นคิงแห่งเมลาเนียลเท่านั้น เทพธิดาน้อยแห่งคิวปัสตีเป็นเพียงแค่ตำนานเรื่องหนึ่ง ทำไมพวกท่านต้องจริงจังถึงขนาดนี้ด้วย   ”
                        “    อาเซนธาเรีย…”    เขายื่นมือวางบนไหล่น้องสาวอย่างอ่อนโยน     “    อย่าลืมสิ..เจ้าถือกำเนิดขึ้นพร้อมพลังคอสมิคคิวปัสตีสีแดง นั่นคือพลังเทพแห่งชีวิต เป็นพลังแห่งการดำรงอยู่และการเจริญเติบโต เรื่องนี้ไม่ใช่ตำนาน หากแต่เป็นพระคัมภีร์แห่งจักรวาล พลังของเจ้าจะช่วยปกป้องสรรพชีวิตบนดาราจักรแห่งนี้ให้คงอยู่ตลอดไป ดังนั้นเจ้าคือสมบัติล้ำค่าของชาวเมลาเนียล เจ้าไม่ใช่แค่ดวงใจ..แต่เจ้าคือชีวิตของพวกเราทุกคน….เจ้าเข้าใจหรือไม่ อาเซนธาเรีย… ”                 


                        ภายในห้องประชุมของสถานีอวกาศเซโอน่า ( Zeona ) ….ผู้คนเกือบยี่สิบคนนั่งล้อมโต๊ะที่จัดเป็นรูปวงกลมฟังชายชราที่นั่งหัวโต๊ะอธิบายเหล่าเกี่ยวกับแผนที่ของกาแลกซี่
                        คนผู้นี้ก็คือนายพลไทจิน ( Tigin ) ผู้บัญชาการของสถานีอวกาศแห่งนี้
                          สองวันมานี้คณะนักศึกษาของสถาบันอวกาศและยานบินจากเอลลาโกได้เดินทางมาทัศนาจรถึงเซโอน่า นี่เป็นชุดพิเศษที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เพราะในเหล่านักศึกษาทั้งสิบกว่าคนนั้น มีอยู่คนหนึ่งเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งเอลลาโก ด้วยเหตุนี้นายพลไทจินจึงต้องออกมาต้อนรับเป็นพิเศษด้วยตนเอง
                         ตรงกลางห้องประชุมที่เป็นเบื้องหน้าสายตาของคนทั้งหมด ได้ปรากฎภาพสามมิติจากการฉายภาพโฮโล แกรมแสดงให้เห็นตำแหน่งการจัดเรียงของดวงดาวมากมาย นายพลไทจินใช้ปากกาอิเลคโทรนิคจิ้มบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บนโต๊ะของตนเอง ทำให้ปรากฏเป็นวงกลมสีทองขึ้นในภาพโฮโลแกรมนั้นด้วย
                        “    กาแลกซี่คิวปัสตี..ประกอบด้วยดาราจักรใหญ่น้อยมากมาย และนี่..ตรงนี้คือตำแหน่งดาราจักรเอลลาโกของเรา…ส่วนนี่คือโปกาดอน ซึ่งเป็นดาราจักรที่ใหญ่ที่สุดของกาแลกซี่แห่งนี้ …”
                        “    ท่านนายพล…แล้วกาแลกซี่ของเรา ไม่ทราบมีดวงดาวที่ชื่อเมลาเนียลหรือไม่    ”
                        เจ้าของเสียงเป็นนักศึกษาหนุ่มซึ่งนั่งติดกันทางขวามือของนายพลไทจิน ทั้งยังเป็นแขกคนพิเศษที่สุดในคณะนักศึกษาชุดนี้นั่นเอง
                        นายพลไทจินหันไปมองเขาอย่างลังเลแว่บหนึ่งก่อนที่จะจิ้มปากกาอิเลคโทรนิคทำเครื่องหมายวงกลมอีกวงหนึ่ง ณ สุดขอบกาแลกซี่บนแผนที่สามมิติ
                        “    เมลาเนียลเป็นชื่อดาวเคราะห์ดวงที่ห้าของดาราจักรเมดิฟินัส แต่เนื่องจากเป็นดวงดาวที่เจริญทางเทคโนโลยีมาก จนกลายเป็นศูนย์กลางของดาราจักร บางครั้งจึงเรียกดาราจักรเมดิฟินัสว่าดาราจักรเมลาเนียล และนี่คือตำแหน่งของดาราจักรเมลาเนียล ซึ่งอยู่ห่างจากดาราจักรของเราถึงสามร้อยปีแสง ….”
                        “    ที่นั่นเทียบกับเอลลาโกแล้วเป็นอย่างไร   ”
                        “    เมลาเนียลเป็นดวงดาวที่มีวิทยาการและเทคโนโลยีที่เจริญมาก ในขณะที่เอลลาโกของเราเป็นดาวที่อุดมด้วยทรัพยากรล้ำค่ามากมาย นับตั้งแต่ ประกาศปิดประตูเธลปิโดลัส ( Thelpidolus ) ความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสองดาราจักรถูกปิดลงเช่นกัน จึงไม่มีใครสามารถทราบได้ว่ายี่สิบปีมานี้เมลาเนียลเป็นอย่างไรบ้าง   ”
                        “    ประตูเธลปิโดลัสคืออะไร..?   ”
                        “    นั่นเป็นช่องขนาดใหญ่ในอวกาศ เป็นรอยต่อแห่งเวลาระหว่างดาราจักรเอลลาโกและเมลาเนียล เป็นทางลัดที่ทำให้ ระยะทางสามร้อยปีแสง หดสั้นลงเหลือเพียงอึดใจเดียว   ”
                        “    ประตูมิติ ?  ”
                        “     ก็เป็นอะไรทำนองนั้น ประตูเธลปิโดลัสถูกสร้างขึ้นโดยนักวิศวกรชาวเมลาเนียล ในตอนนั้นเอลลาโกกับเมลาเนียลมีการติดต่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกัน วิทยาการมากมายจากเมลาเนียลก็ถูกถ่ายทอดมายังเอลลาโก   ”
                        “    แล้วทำไมต้องปิดประตูเธลปิโดลัส   ”
                        “    นี่เป็นข้อตกลงระหว่างคิงแห่งสองดาราจักร หลังจากประตูถูกปิดลง สถานีอวกาศเซโอน่าแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นด่านเฝ้าปากทางเข้าออกของประตูเอาไว้…”


                        บนหอสูงของป้อมตรวจการสถานีอวกาศเซโอน่า รัชทายาทหนุ่มแห่งเอลลาโกยืนมองวัตถุขนาดใหญ่ รูปวงแหวนที่หมุนรอบตัวเองอย่างช้าๆ ทางช่องหน้าต่างขนาดใหญ ่ พื้นที่ตรงกลางของวงแหวนโลหะสีดำทะมึนนั้นมองแต่ไกลดูคล้ายขึงไว้ด้วยฟิล์มสีปรอทบางๆ
                        …นี่เป็นทางลัดที่ทำให้ระยะทางสามร้อยปีแสงหดสั้นลงเหลือเพียงอึดใจเดียว
                        …แค่ข้ามผ่านประตูแห่งนี้ก็เป็นเมลาเนียลแล้ว….
                        …เราคืออาเซนธาเรียแห่งเมลาเนียล….
                        สุ้มเสียงนั้นแม้ขุ่นมัว แต่ก็ใสไพเราะยิ่งนัก เจ้าของเสียงนี้คาดว่าคงจะงดงามน่ารักไม่น้อย
                        บนระยะทางที่ห่างกันไกลถึงหลายร้อยปีแสงแต่เขาก็ยังรับสามารถสัมผัสคลื่นพลังของเธอ
                        นั่นเป็นพลังอันอบอุ่นที่สามารถซึมซับเข้าไปทุกอณูในร่างกายของเขาให้รู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด
                        บางครั้งเมื่อเขาหลับตาลง ยกฝ่ามือข้างหนึ่งวางทาบกลางทรวงอก กำหนดจิตนิ่ง ในภวังค์สงบนั้นเขามักคล้ายนิมิตเห็นภาพทิวทัศน์อันสวยงามแห่งหนึ่ง
                        …ที่นั่นท้องฟ้าสีครามใส แสงอาทิตย์อบอุ่น อากาศปลอดโปร่งสบาย มองไปทางไหนก็เห็นต้นไม้เขียวชอุ่ม ดอกไม้หลากสีบานสะพรั่ง
                       ....บางครั้งเห็นท้องทุ่งสีทองกว้างไกลสุดสายตา ในเสียงลมที่พัดมาคล้ายหอบเสียงหัวเราะร่าเริงสดใสเสียงหนึ่งมาด้วยแต่ไกล…
                        …ที่แห่งนั้นคงเป็นเมลาเนียลแล้ว
                        …สักวันหนึ่ง เขาจะต้องข้ามประตูเธลปิโดลัสไปเยือนเมลาเนียลให้ได้
                        …อาเซนธาเรีย…ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าเหลือเกิน…

                        “    ท่านราโอมิน….”
                        เสียงเรียกจากทางด้านหลังทำให้เขาสะท้านตื่นจากภวังค์ นายพลไทจินเดินเข้ามา
                        “    ทางราชสำนักเอลลาโกมีสัญญาณส่งมาถึงท่าน…”
                        ชายหนุ่มล้วงบัตรแข็งใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อเสียบลงบนร่องของเครื่องมือบนแผงบังคับการจากนั้นภาพโฮโลแกรมของคิงเอลลาโกก็ปรากฏขึ้นกลางห้อง ทั้งสองค้อมกายคารวะเล็กน้อย
                        “    นายพลไทจิน….สถานการณ์ที่เซโอน่าเรียบร้อยดีหรือไม่…”
                        “     ทูลฝ่าบาท..สถานการณ์ที่นี่สงบเงียบร้อยดี…”
                        คิงเอลลาโกนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะถอนพระทัยหนักๆ     “    ตอนนี้เอลลาโกเจอปัญหาใหญ่แล้ว…”
                        ราโอมินโพล่ง     “   เกิดอะไรขึ้น ?  ”
                        “    เรากำลังถูกรุกรานจากพวกโปกาดอน…”
                        “    โปกาดอน..ดาราจักรใหญ่ที่สุดซึ่งอยู่อีกขอบหนึ่งของกาแลกซี่ ?  ”
                        “    ใช่..นั่นไม่เพียงเป็นดาราจักรที่กว้างใหญ่ที่สุดของกาแลกซี่ อีกทั้งยังมีประชากรมากมายรวมตัวเป็นกองกำลังอันเข้มแข็ง คิงโซโรหลังจากตั้งตัวเป็นใหญ่ ครอบครองดวงดาวต่างๆในดาราจักรโปกาดอนได้แล้ว ตอนนี้มันก็ยังคิดจะแผ่ขยายอำนาจคลี่คลุมมายังดาราจักรอื่นๆ กองทัพของมันตีชนะดาราจักรเดปและนาโอจาได้แล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือเอลลาโกของเรา ทัพอวกาศของมันตอนนี้เคลื่อนมาประชิดขอบดาราจักรแล้ว ที่แอเรียสิบสี่ตอนนี้กำลังตึงเครียดหนัก…”
                        “    งั้นลูกจะรีบนำกำลังไปสมทบที่แอเรียสิบสี่เดี๋ยวนี้…”
                        “    ไม่ต้อง..เรามีหน้าที่สำคัญกว่านั้นให้เจ้าทำ..นั่นคือให้เจ้าเดินทางไปเมลาเนียลเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ในเวลานี้พวกเรามีแต่ร่วมมือกับเมลาเนียล ถึงจะสามารถรับมือโปกาดอนได้…อีกสิบสองชั่วโมงอัครมนตรีการ์ย่าจะเดินทางไปสบทบกับเจ้าที่เซโอน่า ไทจิน..เจ้าจงคุ้มครองลูกเราเดินทางไปเมลาเนียลเช่นกัน…”
                        “    น้อมรับพระบัญชา…” นายพลไทจินลังเลเล็กน้อย   “    แต่ฝ่าบาท..เอลลาโกกับเมลาเนียลปิดทางการฑูตมายี่สิบปีเต็มๆ ไม่แน่ว่า ทางฝั่งโน้นจะยอมเปิดประตูเธลปิโดลัสหรือไม่…”
                        “    เทพแห่งสงครามปรากฏตัวแล้ว คิงเมลาเนียลต้องไม่กล้านิ่งเฉยอย่างแน่นอน…! ”
                        “    เทพแห่งสงคราม…” นายพลไทจินอุทานเบาๆ หน้าซีดเผือดในบัดดล

                        เมื่อสัญญาณโฮโลแกรมปิดลง ราโอมินหันมาถามทันที
                        “    ท่านนายพลไทจิน..เทพแห่งสงครามคือใคร ?  ”
                        นายพลไทจินพาเขาไปที่ห้องประชุมแห่งหนึ่งของหอบังคับการ ค่อยอธิบายช้าๆ
                        “    กาแลกซี่คิวปัสตีกว้างไพศาลประกอบด้วยดวงดาวนับล้านดวง การดำรงอยู่และเป็นไปของสรรพสิ่งบนกาแลกซี่แห่งนี้ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของคอสโมสามชนิด นั่นคือพลังคอสมิคคิวปัสตีสีน้ำเงิน เหลือง และแดง พลังสีน้ำเงินและเหลืองถือเป็นพลังคู่ปฏิปักษ์ที่อยู่กันคนละขั้ว หากสีน้ำเงินเป็นพลังด้านมืด สีเหลืองก็เป็นพลังด้านสว่าง หากพลังด้านสว่างเป็นพลังแห่งการให้การสร้างสรรค์ พลังด้านมืดก็จะเป็นพลังแห่งการทำลายล้าง บัดนี้เทพแห่งสงครามปรากฏกายขึ้นในโปกาดอน เขาก็คือผู้ครอบครองพลังคอสมิคคิวปัสตีสีน้ำเงินและพลังด้านมืดของจักรวาล เนื่องเพราะเหตุนี้พระบิดาของท่านจึงทรงหวั่นวิตกเรื่องศึกโปกาดอนมากเป็นพิเศษ รัชทายาท..ท่านถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับพลังคอสมิคคิวปัสตีสีเหลือง แต่เสียดายที่พลังสีเหลืองจะมีคอสโมที่ต่ำกว่าพลังสีน้ำเงิน ดังนั้นต้องพึ่งพาการรวมตัวกับพลังสีแดงจึงค่อยสามารถสยบพลังสีน้ำเงินของเทพแห่งสงครามลงได้…”
                        “    หรือว่า…ผู้ครอบครองพลังคอสมิคคิวปัสตีสีแดงจะอยู่ในเมลาเนียล   ”
                        นายพลไทจินทอดถอนใจยาวๆ “ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามคำพยากรณ์ของเธลโดปิลัสจริงๆ…”
                        “    เธลโดปิลัส..ชื่อเหมือนประตูมิติบานนั้น..หรือว่าเขาเป็นคนสร้างประตูบานนั้น…”
                        ชายชราพยักหน้า    “    แล้วท่านอยากทราบเหตุผลหรือไม่ว่าทำไมต้องปิดประตูเธลโดปิลัส…”
                        “    ทำไม ? ”
                        ภาพโฮโลแกรมของประตูเธลปิโดลัสที่กำลังหมุนคว้างรอบตัวเองอย่างช้าๆกลางห้วงอวกาศอันมืดมิดถูกฉายขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งสอง นายพลไทจิน ชี้นิ้วไปที่วงแหวนโลหะมหึมาอัน
                        “    ประตูเธลปิโดลัสที่ท่านเห็น จริงๆแล้วหาได้อยู่ตำแหน่งตรงนี้ไม่…”
                        “    แล้วมันอยู่ที่ไหน…?  ”
                        เวลานั้นภาพเบื้องหน้าถูกซูมให้หดเล็กลง คลี่ขยายออกเป็นภาพแผนที่กาแลกซี่อีกครั้ง นายพลไทจินชี้พ้อยเตอร์ไปที่ตำแหน่งของดาราจักรโปกาดอน เอลลาโกและเมลาเนียล แล้วลากเส้นตรงผ่านจุดทั้งสามปรากฏเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าขึ้นบนแผนที่ของกาแลกซี่ จากนั้นลากเส้นตรงจากมุมทั้งสามของสามเหลี่ยมขึ้นทำมุมเท่ากัน เส้นตรงทั้งสามค่อยตัดกัน ณ ที่อีกจุดหนึ่ง ภาพโฮโลแกรมหมุนตัวช้าๆให้เห็นสามมิติอย่างชัดเจน
                        ราโอมินถึงกับอุทาน     “   ปิรามิด…”
                        อีกฝ่ายพยักหน้า ชี้พ้อยเตอร์ทำเครื่องหมายกากบาทบนยอดของปิรามิด
                        “    ตำแหน่งที่แท้จริงของประตูเธลปิโดลัสอยู่ตรงนี้เอง…”
                        “    ท่านหมายความว่าประตูเธลปิโดลัสไม่ใช่แค่ประตูที่เชื่อมต่อระหว่างเอลลาโกกับเมลาเนียลอย่างเดียว หากแต่ได้เชื่อมต่อโปกาดอนเอาไว้ด้วย…”
                        “   ไม่ใช่แค่เชื่อมต่อเอลลาโก โปกาดอนและเมลาเนียล หากแต่สามารถเชื่อมต่อทุกหนแห่งในเอกภพไว้ด้วยกัน.. วงแหวนที่ท่านเห็น เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นมาครอบหลุมมิติไว้ ภายในหลุมมิติได้เก็บรวมรวมทั้งเวลาและระยะทางรวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างของเอกภพเอาไว้ เธลปิโดลัส เป็นชื่อปราชญ์ท่านหนึ่งแห่งเมลาเนียลซึ่งได้ค้นพบสูตรการใช้ปิรามิดคำนวณที่ตั้งตำแหน่งของหลุมมิติ ประตูทางเปิดแห่งมิติจึงได้รับการขนานชื่อตามชื่อของเขา
                        เธลปิโดลัสไม่เพียงเป็นจอมปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์อีกทั้งยังเป็นนักพยากรณ์ เขาเป็นผู้ค้นพบความลับเรื่องพลังคอสมิคคิวปัสตีทั้งสามชนิด และได้เขียนคำพยากรณ์เกี่ยวกับการถือกำเนิดของผู้มีพลังคอสมิคทั้งสามชนิด โดยบอกว่าพลังสีน้ำเงินจะถือกำเนิดขึ้นที่โปกาดอน พลังสีแดงจะถือกำเนิดในเมลาเนียล   ”
                        ราโอมินยกมือขวาขึ้น ก้มหน้าจับจ้องกลางหงายฝ่ามือตนเองชั่วขณะ แสงสีเหลืองกลุ่มหนึ่งเปล่งเรืองรองออกมาจากฝ่ามือของเขา
                        “ …ส่วนพลังคอสมิคสีเหลืองก็อยู่ในตัวของข้า ...”
                        “    ในคำพยากรณ์ของเธลโดปิลัส…เมื่อพลังคอสมิคคิวปัสตีสีน้ำเงินเปล่งพลังถึงขีดสุดกลายเป็นเทพอสูรแห่งสงคราม พลังสีเหลืองเพียงลำพัง ไม่สามารถสยบพลังสีน้ำเงิน จะต้องอาศัยการรวมพลังคู่กับคอสมิคคิวปัสตีสีแดงจึงจะทำได้ ตอนนั้นเอลลาโกกับเมลาเนียลกริ่งเกรงว่า โปกาดอน จะส่งคนมาลอบเสาะหาผู้มีพลังคอสมิคคิวปัสตีทั้งสอง เพื่อกำจัดทิ้ง จึงได้ตกลงใจร่วมกันปิดประตูเธลโดปิลัสไว้ชั่วคราวเพื่อป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหลออกนอกดาราจักร ยี่สิบปีมานี้ข้าจึงได้รับคำสั่งเฝ้ารักษาการอยู่ที่นี่ ไม่ให้มีใครเข้าออกทางประตูแห่งนี้อย่างเด็ดขาด…”
                        ราโอมินพยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจกล่าวเสริมขึ้น
                        “    มาตอนนี้ข้าศึกประชิด..พระบิดาจึงรีบรับสั่งให้ข้าเดินทางสู่เมลาเนียลเพื่อค้นหาผู้มีพลังคอสมิคคิว ปัสตีสีแดง รวมพลังกับคนผู้นี้เป็นพลังคู่คอสมิคคิวปัสตี เพื่อรับมือกับเทพแห่งสงคราม…ใช่หรือไม่…”


                             ณ   แอเรียสิบสี่เขตชายแดนระหว่างเอลลาโกกับโปกาดอน…
                            ยานอวกาศขนาดใหญ่หลายสิบลำจอดเรียงรายสงบนิ่ง นั่นไม่รวมถึงยานลำเล็กที่ติดตามเป็นขบวนมานับร้อยนับพัน รวมกันเป็นทัพอวกาศอันมหึมา เปล่งแสนยานุภาพน่าสะท้านใจ
                            บนลานจอดยานภายในยานบัญชาการลำใหญ่ เหล่านายทหารโปกาดอนระดับหัวหน้านายกองภายใต้การนำของนายพลคูรันกำลังเข้าแถวยาวสองฝั่ง อย่างเป็นระเบียบ ทุกคนอยู่ในเครื่องแบบนายทหารโปกาดอนสีดำเข้ม หน้ากากถูกปลดลงมาถือไว้ในมือขวา มือซ้ายไขว้ไว้ด้านหลัง ดูไปคล้ายกำลังรอรับการมา ของบุคคลสำคัญก็ไม่ปาน
                            เวลานั้นเพดานลานจอดยานเปิดกว้างออก ยานลำหนึ่งค่อยๆร่อนลงจอดอย่างช้าๆ นี่เป็นยานบินที่ได้รับฉายาว่ายานปีศาจ เป็นยานที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถเร่งระดับความเร็วที่เหนือแสงเกือบร้อยเท่า ตัวยานทำจากโลหะพิเศษที่ทนความร้อนสูงเพียงพอที่จะขับทะลุผ่านกลุ่มแก๊สร้อนของดาวฤกษ์โดยไม่สะทกสะเทือน อีกทั้งสะท้อนคลื่นตรวจจับของเครื่องสแกน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจจับความเคลื่อนไหวได้
                            ภายในโปกาดอนมียานชนิดนี้ไม่ถึงสิบลำและผู้ที่ใช้ยานบินชนิดนี้มีเพียงชนชั้นระดับผู้นำเท่านั้น
                            ผู้มาในวันนี้ไม่เพียงเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้บัญาการกองทัพในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นลูกชายคนโตที่คิงโซโรโปรดปรานที่สุด ถึงกับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เป็นถึงรัชทายาทแห่งโปกาดอน อีกทั้งยังเป็นกำลังคนสำคัญในสงครามทุกครั้งของทัพโปกาดอน ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือชัยชนะเหนือดาราจักรเดปและนาโอจา บัดนี้ฉายาเทพแห่งสงครามหรือเทพอสูรแห่งโปกาดอนของเขาได้ลือกระฉ่อนไปทั้งกาแลกซี่
                            ประตูยานปีศาจเลื่อนเปิดขึ้น ร่างสูงในเครื่องแบบนายทหารรัดกุมสีน้ำเงินเข้มถูกห่อหุ้มไว้ภายใต้ผ้าคลุมใหญ่ยาวคลุมถึงใต้เข่าสีดำสนิท ก้าวเดินนำหน้าออกมาจากยานด้วยฝีเท้าอันมั่นคง     ผมยาวสีดำอมน้ำเงินแม้ผูกรวบไว้ด้วยไหมสีทองสองเส้นกลางหลัง เวลานี้ถูกลมจากภายนอกยานเป่าใส่จนพลิ้วไสว ดูไปงามสง่าอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้เขาจะสวมใส่หน้ากากใบหนึ่ง แต่ก็พอจะคาดคำนวณออกว่าใบหน้าภายใต้หน้ากากแบบบางสีเงินใบนั้นต้องไม่ใช่ใบหน้าที่อัปลักษณ์อย่างแน่นอน
                             ดังนั้นไม่ว่าใครก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่มอายุเยาว์ที่สง่างามราวเทพเจ้าจุติผู้นี้จะคือเอซาลอส…เจ้าของฉายาเทพอสูรแห่งโปกาดอนที่กระหายสงครามผู้นั้น

                            ด้านหลังของเขาติดตามด้วยนายทหารองครักษ์คนสนิทสี่คน คนทั้งสี่ล้วนเป็นนักสู้ยอดฝีมือที่จงรักภักดีเคียงบ่าเคียงไหล่ทำศึกสงครามร่วมกับเขาทุกครั้ง ชื่อเสียงฉายาสี่ขุนพลปีศาจแห่งโปกาดอน คล้ายเงาที่วนเวียนตามเคียงข้างเทพอสูรผู้นี้ตลอดไปทุกหนแห่ง
                            หลังจากนายพลดูรันก้าวเท้าออกมาทำความเคารพและกล่าวต้อนรับ ประโยคแรกที่เขาเอ่ยปากคือถามถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายเอลลาโก
                            “    เอลลาโกตอนนี้เคลื่อนกำลังยานรบออกมาตั้งประจันหน้ากับเราแต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหว… ”
                            “    พาข้าไปห้องบัญชาการ…แล้วรายงานสถานการณ์โดยละเอียด…”
                            สุ้มเสียงที่เย็นชาแต่เฉียบขาด นี่คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาที่นายทหารใกล้ชิดทุกคนรับทราบดี คำสั่งของเขาสั้นรัดกุมและกระชับความ เป็นสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนไม่มีผู้ใดกล้าอิดเอื้อนรีรอ นายพลดูรันแม้อายุล่วงเลยวัยกลางคน บางทีวันเวลาที่กรำศึกทำสงครามอาจจะมากยิ่งกว่าอายุของเขาเสียด้วยซ้ำ หากแต่เวลานี้ยังคงถูกบุคลิกอันสูงส่งของอีกฝ่ายสะกดใส่จนมิกล้าล่วงเกินหรือเอ่ยขัดแม้แต่น้อย

rainbowhline.gif (4421 bytes)

Thanks,You are visitors number since 12/05/99


: แสดงความคิดเห็น

ชื่อ/email:
ความคิดเห็น: