Make your own free website on Tripod.com
..................(ตอนที่ 14)
: กริยาวาจาของหล่อนอ่อนลงกว่าที่เคยเป็นมามาก หล่อนแนบแก้มลงกับอกเขา ให้ผืนอกนั้นซึม ซับความปวดร้าวไว้เต็มที่ ได้รับรู้ถึงความอ่อนโยน ความอบอุ่นและความห่วงใยอย่างบริบูรณ์จากอ้อม โอบกว้างใหญ่นี้

(14)....

มัทรีเหลือบมองกระจกหน้ารถดูความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้งก่อนจะก้าวลงจากรถ นิคมนั่งรอ หล่อนอยู่แล้ว เมื่อเห็นหล่อนเขาลุกขึ้นยืนต้อนรับ พลางพูดว่า
"เข้ามาก่อนซิ มัทรี ยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่เหรอ"
เขาเชื่อเชิญเข้ามาในบ้าน จัดเครื่องดื่มเย็นๆ มาให้ พร้อมกับขนมเล็กน้อยอีกสองจาน
"ค่ะ กว่าจะเริ่มงานก็ราวสองทุ่ม ฉันเผื่อเวลาสำหรับจะไปรับโอบกชด้วย"
"เออ....." นิคมเปลี่ยนสีหน้า
มัทรีไขว้ขาอย่างเคยชิน รัดกุมพอจะไม่ให้เห็นความไม่งามได้
"คุณนัดโอบกชไว้ก่อนหรือเปล่า ผมกลัวว่า.....จะมีใครมารับเธอตัดหน้าเราไปซะก่อน" เขาหัวเราะ ติดตลกนึกถึงชายท่าทางสง่า องอาจที่เคยแวะเวียนแถวล็อบบี้ของบริษัทบ่อย ๆ
"เขาคงมารับคุณโอบกชไปแล้วละมั้ง"
"คุณหมายถึงคุณอุรัมภ์หรือเปล่าค่ะ"
"ก็จะมีใครเสียอีกล่ะ"
"ฉันว่าคงจะไม่ใช่หรอกค่ะ.....อยากรู้มั้ยค่ะว่าทำไม"
นิคมมีแววตาฉงน.....อ่านดวงตาของผู้อยู่ตรงหน้าไม่ออก หล่อนมองเขานิ่ง ๆ ไม่แสดงสิ่งใดออก มาให้รู้ ยิ้มนิดนึงที่มุมปาก
"สองอาทิตย์ก่อน.....คุณอุรัมภ์นัดฉันออกไปทานข้าวนอกบ้าน ฉันได้รู้อะไรอีกอย่างเพิ่มขึ้น แต่ นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะบอกตอนนี้หรอกค่ะ"
"คุณจะบอกอะไรผมกันแน่" นิคมขมวดคิ้ว ริ้วรอยยับย่นบนใบหน้าบอกว่าสงสัยเต็มที
"คุณเชื่อไหมคะ คุณอุรัมภ์มีภรรยาแล้ว ดิฉันถึงว่าวันนี้คงไม่มีใครไปรับโอบกชมาที่งานแน่....." สี หน้ามัทรีกลับมาเป็นสลดลง "โอบกชคงจะไม่รู้อะไรเลย.....อีกไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องรู้จนได้ ฉันสงสารเธอค่ะ"
ทั้งสองคนเงียบกันไปนาน
นิคมถอนหายใจ
"เขาทำยังไงของเขานะ ถึงได้ไม่มีใครรู้เลย"
"คงเป็นเพราะไม่มีใครเคยสงสัยเรื่องนี้ละมั้งคะ คนหนุ่มที่ท่าทางเสเพล อิสระเสรีออกอย่างนั้นน่ะ คงไม่มีใครคาดถึง...ที่สำคัญเขาเป็นคนฉลาดนะคะ รู้หลบรู้หลีก...ทำทุกอย่างจนเรื่องราวมันแนบเนียนกลม กลืนกันไปได้" มัทรียักไหล่ เล็กน้อย "ฉันเองก็.....เชื่อสนิทเหมือนกัน แต่พอเมื่อวานนี้นะคะไปเจอทั้งสองคนที่ร้านเสื้อของเพื่อนที่กลับ มาจากฝรั่งเศสด้วยกัน....."
"คุณอุรัมภ์เขาทำหน้ายังไง"
"สีหน้าเค้าปกติเชียวค่ะ แล้วแนะนำผู้หญิงที่มาด้วยว่าเป็นภรรยาของเขา"
มัทรีเล่าไปเรื่อย ๆ ท่าทางไม่กระตือรือร้นเหมือนเมื่อตอนแรก ในใจนึกถึงแต่เพื่อนร่วมงานอีกคน
"สวยมั้ย....."
นิคมถามอย่างไม่รู้จะถามอะไร ความรู้สึกมันจุกตัน ใจหายไปด้วย
"เพื่อนบอกฉันว่าเธอชื่อ สายปรีดิ์ เป็นลูกค้าประจำที่ร้านแต่ไหแต่ไรมาแล้ว.....เธอสวยจริง ๆ นะ คะนิคม คืนนี้เราคงจะได้พบเธอที่งานแน่ ๆ"
มัทรีบอกจริงจัง ถอนใจอีกเฮือกหนึ่ง เป็นกิริยาที่หล่อนไม่นิยมชมชอบที่จะทำเลย มันทำให้ยิ่งหด หู่ลงไปอีก
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาสิบเจ็ดนาฬิกา
ทั้งสองขยับตัวพร้อมกัน
"เราไปรับกชกันได้แล้วหละ.....เดี๋ยวจะไม่ทัน"
มัทรีไม่ว่ากระไร เดินตามนิคมออกไป เขาจัดการปิดประตูแล้วล็อคกุญแจบ้าน ดูความเรียบร้อย จนพอใจ
"ขึ้นรถสิคะ ให้ฉันขับดีกว่า"
"ก็ได้"
นิคมสีหน้าจืดลงนั่งไปในรถ เวลาผ่านไปได้ครู่ใหญ่เมื่อรถแล่นอยู่บนถนนใหญ่แล้ว เขาจึงเปิด ปากพูด
"คุณคิดว่าเราควรจะบอกเรื่องนี้กับกชหรือเปล่า"
"คุณคิดว่ายังไงละคะ ฉันก็กำลังจะถามคุณอยู่เหมือนกัน"
"ผมว่า.....รอให้รู้เอง หรือไม่ก็ดูจนเธอมีความพร้อมที่จะฟังได้เมื่อไหร่ ก็บอกตอนนั้น.....บอกตอน นี้.....เหมือนกับฆ่าเธอ"
มัทรีรับรู้ถึงความขมขื่นที่แอบเร้นมากับน้ำเสียงพร่าไหวจากนิคม หล่อนตัวเบาหวิว.....
โอบกชนั่นเองหรือ ผู้หญิงที่นิคมฝากแฝงความรู้สึกดี ๆ ไว้ให้ มันเคยเป็นของหล่อนแท้ ๆ..... .....
มัทรีไม่โกรธจนนิดเดียว โอบกชเป็นผู้ที่น่าสงสารที่สุดในยามนี้ มัทรีโกรธเธอไม่ลง หล่อนเองที่ผิด เห็นอนาคตในหน้าที่การงานสำคัญมากกว่าความรัก
นับตั้งแต่มัทรีกลับจากฝรั่งเศส หล่อนรู้สึกเสมอมาถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา หล่อนทนได้..... จวบวันนี้จึงกระจ่างใจว่าเป็นดังที่คาดไว้ นิคมไม่ได้รักหล่อนแล้ว เพียงแต่ยังหลงเหลือความจริงใจฉันคนที่ เคยรักกันไว้เท่านั้น
เป็นเวลาไม่นาน มาถึงบ้านพักของผู้ถูกกล่าวถึง ทาวน์เฮาส์แคบ ๆ แต่ภายในตกแต่งอย่างมี ศิลปะสมกับพรสวรรค์ของเจ้าของ
โอบกชแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ยิ้มรับเมื่อเห็นคนทั้งสองมาเยี่ยมเยือน
"เข้ามาข้างในก่อนสิ"
นิคมและมัทรียอมตาม ต่างแอบสบตากันเงียบ ๆ
"กชรอใครอยู่ก่อนรึเปล่า พวกเราเพียงแต่แวะมาดูเท่านั้นแหละ เผื่อว่าจะรับไปพร้อมกับเรา" นิคมเอ่ย ฝืนสีหน้าให้เป็นปกติ
"รอ.....ยังไม่รู้ว่าเขาจะมารึเปล่า เพราะไม่ได้บอกอะไรกันไว้เลย แต่เดี๋ยวก็คงมาละมัง อีกครึ่งชั่ว โมงงานก็เริ่มแล้วนี่....."
มีเค้าความเงียบเหงาเศร้าซึมปรากฏอยู่บนรอยยิ้มจาง ๆ นั่น เมคอัพบางเบาไม่ช่วยเกลื่อนรอยคน มีสีหน้าเจ้าทุกข์ให้ดูดีขึ้นเท่าไหร่
"กชไปกับฉันก่อนดีกว่ากระมัง ขืนมัวรอเดี๋ยวจะไม่ทันนะ" มัทรีหว่านล้อมอย่างมีมิตรจิต "ถ้าเผื่อ ว่า.....เขาไม่มาล่ะ เอ่อ.....ฉันหมายถึงว่าไม่ได้นัดกันไว้ก่อนไม่ใช่เหรอ เขาอาจจะไม่รู้ก็ได้"
โอบกชถูกจี้ความรู้สึก หล่อนหน้าตาตื่น รีบบอก
"คงไม่ละมัง อุรัมภ์เค้ารู้"
"ถ้าอย่างนั้นเราล่วงหน้าไปก่อนนะ ไปละจ๊ะ.....เจอกันที่งาน"
โอบกชพยักหน้ายิ้มนิด ๆ
พอรถของมัทรีออกไปได้ชั่วครู่ บีเอ็มดับบลิวสีแดงก็แล่นเข้ามาจอดแทนที่ ไม่ใช่ร่างของอุรัมภ์ที่ทอดเงายาวครึ้มอยู่ต่อหน้าโอบกช กลับเป็นชายหนุ่มอีกคน คนที่ฝากแฝงหัวใจอบอุ่นไว้กับคำพูดและดวงตาเสมอ
"อามุ....."
ไม่รู้ว่าทำไมน้ำเสียงที่เอ่ยออกไปจึงสั่นระริกนัก
"อาจะมาบอกกชใช่มั้ยคะ ว่าคุณรัมภ์มารับกชไม่ได้"
มุศึกก้าวเข้าไปประชิดจนกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ รวยรินอยู่แค่ปลายจมูกของหญิงสาว เขาไม่ตอบ กระไร สวมกอดร่างเล็ก ๆ นั้นไว้หลวม ๆ ให้หล่อนร้องไห้กับอกเขา
"อาขา.....อย่าเลยค่ะ เดี๋ยวเครื่องแบบของอาจะเปื้อนนะคะ"
กริยาวาจาของหล่อนอ่อนลงกว่าที่เคยเป็นมามาก หล่อนแนบแก้มลงกับอกเขา ให้ผืนอกนั้นซึม ซับความปวดร้าวไว้เต็มที่ ได้รับรู้ถึงความอ่อนโยน ความอบอุ่นและความห่วงใยอย่างบริบูรณ์จากอ้อม โอบกว้างใหญ่นี้
"ให้มันเปรอะไปเถอะ ไม่เป็นไร"
น้ำเสียงผะแผ่วเอ่ยอบอวลใกล้ริมหู
"อามารับกชนะ.....อะไรหลาย ๆ อย่างรอกชอยู่แล้ว ที่งาน"

<<ยังมีต่อ ฉบับหน้า>>

…………………………………………..

Thanks,You are visitors number since 28/06/2000


: แสดงความคิดเห็น

ชื่อ/email:
ความคิดเห็น: